pongsuang.com

index

my comic

my sexy pixxx


เรื่องผี

เมื่อ สมัยที่ข้าพเจ้ายังเป็นเด็กน้อย น่าจะสักเจ็ดขวบเห็นจะได้ ตอนนั้นคุณตา (หรือหลวงพ่อ-ตามที่ข้าพเจ้าเรียกตามแม่ของข้าพเจ้า) ยังเป็นพระอยู่ที่วัดหนองกระพ้อ ตำบลทุ่งควายกิน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง แต่เป็นครั้งคราว ท่านจะมาจำวัดที่บ้านในกรุงเทพฯ และทุกครั้งที่ท่านมาจำวัดที่บ้าน ข้าพเจ้าจะไปนอนมุ้งเดียวกับหลวงพ่อที่บ้านชั้นบนโดยมิเคยขออนุญาต ด้วยรู้ว่าท่านจะสวดมนต์ให้ฟังในมุ้ง และเล่าที่มาที่ไปของบทสวดเหล่านั้น เช่นบทพาหุง ซึ่งเป็นบทที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสวดเมื่อครั้งปราบมาร บทนี้เป็นบทโปรดของข้าพเจ้า เนื่องด้วยเป็นบทที่เต็มไปด้วยสัตว์นรกและฑูตสวรรค์มากมาย ที่มารบรากันเพื่อปกป้องพระพุทธเจ้าในขณะตรัสรู้ บทสวดและเรื่องเล่าเหล่านี้ เป็นเหมือนเป็นบทเพลงกล่อม ซึ่งข้าพเจ้าจำได้ว่าชอบมากจนหลับไป

คุณตาของข้าพเจ้าไม่เคยเล่า เรื่องผี แต่ข้าพเจ้าจำได้ว่าครั้งหนึ่งในคืนที่ข้าพเจ้านอนมุ้งเดียวกับคุณตา ข้าพเจ้าสลืมสลือลืมตามาในมุ้ง แล้วเห็นคุณตาของข้าพเจ้า กำลังสนทนากับเงาสีดำนอกมุ้ง

มีอีกครั้งหนึ่งที่ข้าพเจ้าคิดว่าได้ เห็นผี คือครั้งที่ข้าพเจ้าสลึมสลือตื่นมาอีกเช่นกัน ในคืนนั้น ข้าพเจ้าเห็นคุณยายของข้าพเจ้า ซึ่งประกอบอาชีพเป็นร่างทรง นั่งคุยกับความว่างเปล่านอกมุ้ง และหลังจากนั้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ ท่านก็เสียชีวิตในช่วงเช้าตรู่ เพราะเดินชนซี่กระไดขึ้นชั้นสอง แล้วล้มศีรษะฟาดพื้น

เมื่อข้าพเจ้าคิดย้อนหลังกลับไปถึงภาพนั้น ข้าพเจ้ามั่นใจว่าคุณยายของข้าพเจ้าไม่ได้ละเมอ ด้วยข้าพเจ้านอนมุ้งเดียวกับท่านทุกคืนในวัยเด็กของข้าพเจ้า และทุกครั้งที่ข้าพเจ้าตื่นมาปัสสาวะกลางดึก คุณยายก็จะหลับลึกจนกรนเสมอ

นอกจาก นี้ยังมีเรื่องแปลกในวันงานศพคืนแรกของคุณยาย เมื่อทุกคนกลับจากวัดมารวมกันที่บ้านหลังงานศพเพื่อดื่มสุรากันต่อ จู่ๆ ก็มีสตรีวัยกลางคนท่านหนึ่ง ซึ่งไม่ได้สนิทสนมกับครอบครัวของข้าพเจ้านัก ได้มีอาการเหมือนร่างทรงเข้าสิง พูดจาด้วยจังหวะเดียวกับที่คุณยายของข้าพเจ้าพูดเมื่อเข้าทรง “มันตายได้ยังไง!” “กูคิดถึงมัน!” นั่นคือสองประโยคที่ข้าพเจ้ายังจำได้

บัดนี้ คุณตาของข้าพเจ้าอายุ 87 ปีแล้ว และท่านสึกพระมากว่า 25 ปี แต่ท่านก็ยังสวดมนต์เป็นประจำ และเท่าที่จำได้ คุณตาของข้าพเจ้าก็ยังคงไม่เคยเล่าเรื่องผี

แต่เมื่อครั้งที่ ข้าพเจ้าไปเยี่ยมคุณตาเมื่อเดือนที่แล้ว ท่านเล่าว่า ท่านกำลังพยายามฝึกนั่งญาณช่วงสองทุ่มถึงสี่ทุ่มก่อนเข้านอน (ท่านนอนตอนสี่ทุ่ม) ท่านบอกว่าสมัยที่ท่านเป็นพระหนุ่มอยู่บ้านนอก (หรือสมัยที่ข้าพเจ้ายังเป็นเด็กน้อย) ท่านนั่งญาณจนสามารถมองเห็นเจ้าที่เจ้าทางในระยะหลายกิโลเมตรได้ บ้างก็เป็นคนจีน บ้างก็เป็นผู้หญิงกับลูกสาว มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ท่านเห็นคนจีนหัวโล้นมาปีนหน้าต่างกุฏิของท่าน และมีอยู่คืนหนึ่งที่ท่านนั่งญาณอยู่บนศาลาการเปรียญ แล้วเห็นคู่ผัวเมียเดินถือรองเท้าเข้ามากราบถวายคุณตาในศาลา แล้วตกลงกันว่าพวกเขาจะไปไหนกันต่อดี

อย่างไรก็ดี คุณตาของข้าพเจ้าบอกว่าตอนนี้ญาณของท่านไม่ “ติด” ง่ายเหมือนเมื่อครั้งท่านเป็นพระหนุ่มแล้ว เนื่องจากในเมืองมีเสียงรบกวนสมาธิมากมาย ทั้งเสียงรถมอเตอร์ไซค์หรือเครื่องบิน แต่คุณตาท่านบอกว่า ไม่ต้องญาณติด แค่ได้นั่งสมาธิก็รู้สึกสบายใจดี

ข้าพเจ้าถามคุณตาว่า หากญาณติดขึ้นมาสักครั้ง ท่านจะสามารถติดต่อกับคุณแม่ผู้ล่วงลับของข้าพเจ้าได้หรือไม่ ท่านตอบว่า “มันคนละโลกกัน” ท่านอธิบายว่า วิญญาณที่ขึ้นสวรรค์หรือลงนรกไปแล้ว มิได้วนเวียนในโลกที่เราอยู่ แต่เป็นภพภูมิที่ญาณไม่สามารถไปถึงได้ ส่วนภพภูมิที่ที่เราอยู่นี้ ท่านสามารถเห็นได้เพียงเจ้าที่เจ้าทาง และสัมพเวสีที่ยังไม่ได้ไปผุดไปเกิดเท่านั้น

ดังที่ข้าพเจ้าได้ กล่าวไปแล้ว ว่าเท่าที่จำได้ คุณตาของข้าพเจ้าไม่เคยเล่าเรื่องผี  บัดนี้ ท่านก็ยังไม่เคยเล่าเรื่องผี ท่านเล่าแค่เพียงเรื่องมิตรสหายในภพภูมืเดียวกับเราที่เรามองไม่เห็น จนกว่าเราจะสงบนิ่งอยู่กับสมาธิของตนเอง จนสามารถสื่อสารกับพวกเขาได้

 

- สิงหาคม 2014

007